Walking

misunderstanding

posted on 17 Dec 2008 21:00 by glinfang  in Walking

เข้าใจผิด

misunderstanding

 

เพื่อนหมาจิ้งจอก

"What must I do, to tame you?" asked the little prince.

"You must be very patient," replied the fox.

"First you will sit down at a little distance from me-like that-in the grass.

I shall look at you out of the corner f my eye, and you will say nothing.

Words are the source of misunderstandings. But you will sit a little closer to me, everyday..."

--------------------------
The Little Prince
by Atoine de Saint-Exupery


เจ้าชายน้อยกำลังเศร้า เหงา อยากมีเพื่อน
หมาจิ้งจอกเองก็ไม่ได้ใจร้าย
เพียงแต่มันอยู่โดดเดี่ยวในทะเลทรายมานานเกินไป
เจ้าชายน้อยน่ารัก น่าสนใจ
แต่ช่วงเวลาที่รู้จักกันนั้นช่างแสนสั้น ยังไม่รู้จักใจกันถ่องแท้
มันยังไม่เชื่อง จะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร

"ฉันต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เธอเชื่อง" เจ้าชายน้อยถาม
"เธอต้องใช้ความอดทนอย่างมาก" หมาจิ้งจอกตอบ
"แรกเลยเธอต้องนั่งบนผืนหญ้าให้ห่างฉันเล็กน้อย
โดยไม่ต้องพูดอะไร คำพูดเป็นที่มาของความเข้าใจผิด
แล้วเธอก็ค่อยๆ ขยับเข้ามานั่งใกล้ฉันทีละน้อย ทีละน้อย ใกล้มากขึ้นทุกๆ วัน"

…วันรุ่งขึ้นเจ้าชายน้อยก็กลับมาอีก
“เธอควรจะมาเวลาเดียวกันเสมอ” สุนัขจิ้งจอกกล่าว

“เป็นต้นว่า ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมง
ฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว ยิ่งเวลาล่วงเลยไปฉันก็ยิ่งเป็นสุขมากขึ้น
พอสี่โมงฉันก็จะรู้สึกตื่นเต้นกระวนกระวาย
ฉันจะรู้จักคุณค่าของความสุข…”



"การกระทำ" ย่อมมีความหมายมากกว่า "คำพูด"
ในทุกความสัมพันธ์ จะไว้เนื้อเชื่อใจ จะไว้วางใจกันต้องใช้เวลา

บางครั้งนานเหลือเกิน กว่าที่เราจะเข้าใกล้ใครบางคนได้
ขอให้มั่นคง ขอให้เข้าใจ
ว่านั่นอาจเป็นเพราะหมาจิ้งจอกหัวใจเขาเปล่าเปลี่ยว
อยู่ในทะเลทรายนานเกินไปเท่านั้น

กว่าหมาจิ้งจอกจะเชื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่สิ่งที่หมาจิ้งจอกยังไม่ได้บอกเจ้าชายน้อย ก็คือ
เมื่อเชื่องมากเกินไปจนไม่สนุก
เมื่อใกล้มากเกินไปจนหายใจไม่ได้
ไม่ใครก็ใคร ควรถอยห่างกลับมานั่งที่เดิมบ้าง
เพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ให้ได้ตลอดไป
เพื่อจะขยับเข้าใกล้กันได้อีก

 


 

edit @ 17 Dec 2008 21:01:46 by sweethay

" Quest " บทรำพันจากขุนเขา

posted on 13 Dec 2008 17:47 by glinfang  in Walking
 
 
 
Education as a Spiritual Journey Part 1
 
" กลับสู่บ้าน "
 
 
 
กลิ่นอายของป่า ดิน โชยมา ตั้งแต่พี่ชายของฉันพูดว่าเราจะไปวิเวกกัน
ที่ป่าแห่งหนึ่งของหมู่บ้านปกากยอ สัมภาระที่ใส่ในเป้ใบโต ถูกแบกไว้เหนือหลัง
 เพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
เส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ ความจริง ที่ง่ายงามของสรรพสิ่ง ทำให้ฉันเหมือนหลุดลงไปอีกโลกหนึ่ง
ก่อนออกเดินทางพี่ได้ให้ผ้าพันขอ และ ภาวนาให้ฉันเดินทางอย่างปลอดภัย
 
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ฉันสิโรราบให้กับความทะเยอทยาน ความกลัว และตัวตน
จากนั้นก็ย่ำก้าวลงไป บ่ายหน้า เดินทางกลับบ้าน
..
ทางนี้เป็นเส้นทางสายเปลี่ยว เพียงเสียงใบไม้ตกกระทบ ยังสร้างความหวาดกลัว
ฉันเดินต่อไป  เรื่อยๆ
หาพื้นที่ ที่เชื่อมโยง และเหมาะสมกับฉัน
ฉันพบมันแล้ว
มองลงไปข้างๆที่ฉันยืนเป็นหน้าผาสูง  มีที่ราบบางส่วนที่พอจะนอนได้
ฉันนั่งลง ก่อไฟ และจัดที่นอน
อากาศเย็นเริ่มปะทะตัว
 
ความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาไกล้ทุกที
ฉันควานหาปากกา ก่อนที่จะให้ความรู้สึกและข้อความบางอย่าง ไหลลงไปในสมุดจด
 
 
" ใครบ้างที่จะฉุดรั้งดวงตะวัน
ในขณะที่ฉันพยายามก่อไฟ "
 
 
ความมืดทำให้ไฟที่ก่อแลดูลุกโชติช่วง มีเพียงเสียงไฟเผาไหม้ไม้ฟืนดังแปะๆ
ความเงียบงัน เล่าเรื่องราวมากมาย
 
ฉันรู้จัก "สิ่งนั้น" มากขึ้น โดยไม่ปรุงแต่ง
หูที่เงี่ยฟังอย่างตั้งใจ ทำให้รู้ว่าเป็นเพียงเสียงต้นไม้ปลิดใบไม่ใช่สัตว์ร้าย
ไม้ฟืนเริ่มมอด และ ดับ
ฉันหงายตัวนอน ขนานกับแสงจันทร์ เบื้องหน้ามีกิ่งไม้รำไร พริ้วไหวไปตามลม
 
 
ทุกอย่างก็ปลอดภัยดี  ฉันคิด
ร่างกายที่เกร็ง เริ่มผ่อนคลาย
พลางขยับปากร้อง เพลงโปรด you'r have got a friend
เหมือนฉันร้องให้เพื่อนของฉัน เหมือนฉันจะบอกทุกๆสิ่งที่สถิตอยู่ ณ ที่นี้
ว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกัน พึ่งพิง และโอบรับกันและกัน
เพลงต่อมา คือ นกสีเหลือง และต่อมาคือ แสงดาวแห่งศรัทธา เพลงที่แม่ร้องไห้ฟังตั้งแต่เด็ก
" ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเข็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับมลาย..
ร้องยังไม่ทันจบท่อน แสงสีขาวเล็กๆกระพริบได้ เข้ามาไกล้ และบินวน
 
 
หิ่งห้อย..
หิ่งห้อย ตัวน้อย หนึ่งตัว
 
 
ฉันร้องเพลงต่อ  น้ำตาแห่งความปิติบางอย่างล้นออกมา
 
 
 
 
  และขอน้อมรับปรากฎการณ์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น
 
 
 
 
 
 

 

" นดิริโป "

posted on 25 Oct 2008 20:03 by glinfang  in Walking
 

 

 

เสียงแรก

 " นดิริโป มาคาดิโว "

ฉันอยู่ตรงนี้ ถ้าเธออยู่ตรงนี้...

 

 

                                                        เสียงที่สอง  

                                                         " นดิริโป "

                                                         ฉันอยู่ตรงนี้...

 

ประโยคที่ชาวโชนาประเทศซิมบับเวไว้ทักทาย พูดคุยกัน ประโยคเหล่านี้ได้มาจากหนังสือของมากาเรต วีตเลย์ ที่ชื่อว่า หันหน้าเข้าหากัน หรือ turning to one another. หนังสือที่เหมาะสมต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่สุดในรอบปีนี้ ฉันอ่านในขณะที่ฝนตกและค่อยๆวางและเดินไปเก็บผ้า เม็ดฝนหลายเม็ดตกลงบนหัวฉัน และฉันเองก็ไม่ได้ขัดขืนมัน ฉันค่อยๆเก็บผ้าต่อ พร้อมๆกับฟังเสียงฝน

 ฉันยังจำได้เมื่อครั้งเขียนบทความในblog ของ go to know.com ฉันเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ปัจจุบันขณะ และมีหลายคนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ฉันเขียนในทำนองที่เกี่ยวกับ ปัจจุบัน คุณค่าของชีวิต ชีวิตของเรานั้นสั้นเกินไปที่จะเห็นแก่ตัว  ๆลๆ   ณ วันนี้ การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้หวนนึกถึงการเขียนครั้งนั้น

 

 

 

ฉันเปิดสมุดจด และจรดปากกาลง เขียนไว้ว่า

" อดีต คือ ปัจจุบัน  ปัจจุบัน คือ ปัจจุบัน อนาคต คือปัจจุบัน "

 

                                    

 

 

edit @ 25 Oct 2008 20:32:18 by sweethay

ฟ้าหลังฝน

posted on 18 Sep 2008 23:56 by glinfang  in Walking

 

ฝนตก เป็นการชะล้างอะไรบางอย่างหรือปล่าว?

ฉันยังคงยืนยัน ว่าฉันชอบฤดูฝนและกลิ่นฝนตก  

" ใครหลายคนคงเคยฟัง เพลง Somewhere Over the rainbow "

การเปรียบเทียบการมาของเมฆครึ้มและการมาของแสงที่อบอุ่นหลังฝน เหมือนกับเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นและตายลงไป หลายคราที่ท้องฟ้าคล้ายกับคนทำแค่สีดำกับขาวตกใส่ แล้วฟ้าหลังฝนหละ ฟ้าหลังฝนมันมีอยู่ตั้งแต่ฉันเห็นเค้าฝนมานั้นแล้ว ฉันได้มีความหวัง และ คาดการณ์ไว้ว่าสิ่งที่สดใสกว่าจะต้องตามมาในไม่ช้า แม้ว่าช่วงนี้ มรสุมจะเข้า พัดพาเอา สภาวะบ้านเมือง,น้ำท่วม ,เอไอจี และจิตใจคนกระจัดกระเจิงกันไปไหนต่อไหน ความแรงและน่ากลัวของพายุ ก็จะสอนให้คนรู้จักเข้าใจธรรมชาติอันต้องการสมดุลบนโลกนี้ได้ มากกว่าจะตักตวงและสัมผัสสิ่งสวยงามด้วยจิตใจอันหยาบกระด้าง

 

ฉันยังคงมีหวัง

 กับฟ้าหลังฝนและการเดินทางอีกยาวไกลของชีวิต

 

 

จนกว่าเราจะพบกันอีก

posted on 14 Sep 2008 11:54 by glinfang  in Walking
 

     

จนกว่าเราจะพบกันอีก

    จาการศึกษาใคร่ครวญสภาพของชีวิต
ฉันไม่คิดว่า การมีชีวิตอยู่เพียงแต่จะกินไปวันหนึ่ง
และ แสวงหาความสนุกไปวันหนึ่ง
แล้วรอวันเจ็บป่วย และ ตายนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าอะไร
ตามความเห็นฉัน ชีวิตเช่นนนี้ เป็นของว่างเปล่า
เท่ากับไม่ได้เกิดมาบนโลกนี้
ชีวิตเฉย ๆ ไม่มีความหมายสำหรับฉัน
ถ้าฉันอยุ่ ฉันต้องอยู่ในชีวิตที่ดีงาม
และ ชีวิตที่ดีงามนั้นต้องมีอะไรมากกว่า การกิน
การแสวงหาความสนุก แล้วก็รอวันตาย
ชีวิตที่ดีงามย่อมมีอยู่ และ
ถูกใช้ไปในคุณประโยชน์แก่คนอื่น
มิตรรักของฉัน ฉันยังอยากจะอยู่ต่อไป
ถ้าฉันจะเป้นประโยชน์แก่คนอื่นได้
แต่เวลาของฉันกำลังจะหมดเสียแล้ว

          

ประพันธ์ โดย ศรีบูรพา 
ส่วนหนึ่งจาก หนังสือ นวนิยาย จนกว่าเราจะพบกันอีก หน้า81-82